อ้อยมีสองช่วงน้ำวิกฤต — ช่วงตั้งตัวและช่วงยืดข้อ คู่มือปฏิบัติการใช้โพแทสเซียมโพลีอะคริเลต SAP เพื่อกักเก็บน้ำและลดการชะล้างปุ๋ยตลอดรอบการปลูก

อ้อยเป็นหนึ่งในพืชไร่ที่ต้องการน้ำมากที่สุด รอบการปลูกอ้อยในไทยอยู่ที่ 10–18 เดือน และตลอดช่วงนั้น ความต้องการน้ำรวมสูง แต่อ้อยไม่ได้ต้องการน้ำเท่ากันตลอด — มีสองช่วงที่ถ้าขาดน้ำแล้วเสียหายมากกว่าช่วงอื่น:
ช่วงตั้งตัว (0–90 วันหลังปลูก) การงอกของท่อนพันธุ์และการพัฒนารากในช่วงแรกต้องการความชื้นในดินที่สม่ำเสมอ ถ้าฝนทิ้งช่วงในระยะนี้ การปิดร่มใบล่าช้า วัชพืชแข่งขันได้ และจำนวนลำต่อไร่ก็ตั้งเพดานต่ำลงตั้งแต่ต้น ในเขตไร่อ้อยของไทย ช่วงนี้มักตรงกับต้นฤดูฝน — แต่ฝนทิ้งช่วงสั้นๆ เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในดินทรายหรือดินระบายน้ำดีที่แห้งเร็ว
ช่วงยืดข้อ (grand growth phase) เมื่ออ้อยเริ่มยืดข้ออย่างรวดเร็ว — ประมาณเดือนที่ 3–4 จนถึงปลายฤดู — ลำต้องการน้ำต่อเนื่อง ความเครียดจากการขาดน้ำในช่วงนี้ลดความยาวข้อและน้ำหนักลำโดยตรง นี่คือช่วงที่ศักยภาพผลผลิตถูกกำหนด
ระหว่างสองช่วงวิกฤตนี้ อ้อยทนทานกว่า แต่เมื่อฤดูกาลยาวกว่าหนึ่งปี ดินที่กักเก็บน้ำได้ดีกว่าช่วยลดค่าสูบน้ำและแรงงานตลอดทุกช่วงฝนทิ้งช่วง
โพแทสเซียมโพลีอะคริเลต (K-PA) คือโพลิเมอร์ที่ดูดซับน้ำได้ 300–400 เท่าของน้ำหนักตัวเอง แล้วกักเก็บไว้ในรูปเจล เมื่อดินรอบๆ แห้งลง แรงดันออสโมติกทำให้เจลค่อยๆ ปล่อยน้ำกลับเข้าสู่เขตรากพอดี
เหตุที่ใช้สูตรโพแทสเซียม (K-PA) ไม่ใช่โซเดียม เพราะโพลิเมอร์จะปล่อยไอออน K⁺ ออกมาเมื่อเสื่อมสภาพ ให้โพแทสเซียมเสริมในดินไปด้วย และไม่สะสมเกลือแบบที่สูตรโซเดียมทำ
ในดิน K-PA อยู่ได้ประมาณ 2–3 ปีก่อนย่อยสลายเป็น CO₂ น้ำ และ NH₃ ซึ่งพืชดูดซึมได้ปกติ สำหรับอ้อยที่ตัดแล้วยังแตกหน่อใหม่ได้ อายุการใช้งานนี้ครอบคลุมหนึ่งรอบปลูกใหม่บวกตออีกหนึ่งตอ ทำให้ต้นทุนต่อฤดูน่าสนใจกว่าพืชรายปี
SAP สำหรับอ้อยไม่หว่านบนผิวดิน ต้องผสมลงในดินที่ระดับรากจึงจะทำงานได้ วิธีมาตรฐาน:
เป้าหมายคือให้ SAP อยู่ในเขตรากที่ใช้งานจริง — โดยทั่วไปคือดินลึก 15–20 ซม. จากผิว — เพื่อดูดน้ำจากการให้น้ำและฝน แล้วกักเก็บให้รากดึงใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วง
แนวทางอัตราการใช้:
เรื่องนี้มักถูกมองข้ามในไร่อ้อย การสูญเสียปุ๋ยส่วนใหญ่เกิดระหว่างฝนตกหนัก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ตรงกับช่วงตั้งตัวและยืดข้อ ในรอบ 18 เดือน การชะล้างซ้ำๆ อาจพาปุ๋ยรองพื้นและปุ๋ยแต่งหน้าออกจากเขตรากได้ก่อนที่อ้อยจะดูดซึม
K-PA ดูดซับไอออนธาตุอาหาร — รวมถึง NH₄⁺, K⁺ และฟอสเฟตบางส่วน — ไว้ในเจลพร้อมกับน้ำ เมื่อน้ำถูกปล่อยให้รากก็พาธาตุอาหารออกมาด้วย กลไกนี้ลดการชะล้างปุ๋ยได้ประมาณ 15–30% ในสภาพแปลงจริง
สำหรับชาวไร่อ้อยที่ใส่ปุ๋ยหลายครั้งตลอดฤดูยาว ประโยชน์ด้านการกักเก็บธาตุอาหารนี้ควรนำเข้าคำนวณต้นทุน-ผลตอบแทนด้วย — ไม่ใช่แทนการจัดการปุ๋ยที่ดี แต่เป็นตัวช่วยให้ปุ๋ยแต่ละกิโลกรัมทำงานได้คุ้มขึ้น
ถ้าใส่ SAP ตอนปลูกและฝนทิ้งช่วงในช่วงแรก นี่คือสิ่งที่สังเกตได้ว่า SAP ทำงานจริง:
ถ้างอกไม่สม่ำเสมอทั้งที่ใส่แล้ว ให้ตรวจว่า SAP อยู่ในดินที่ระดับรากจริงหรือเปล่า ไม่ใช่อยู่ใกล้ผิวดิน เจลที่อยู่ใกล้ผิวจะแห้งแทนที่จะดูดน้ำฝน
SAP ยืดระยะเวลาที่ดินกักเก็บน้ำ ไม่ใช่สร้างน้ำขึ้นมาแทน ปีแล้งหนักที่ไม่มีน้ำเสริมเลย SAP ช่วยซื้อเวลาได้เพิ่มอีกหลายวัน แต่ไม่ทดแทนระบบชลประทานช่วงแล้ง
นอกจากนั้น SAP ไม่ปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้นเอง ดินแน่นหรือดินเสื่อมโทรมได้ประโยชน์จากการเพิ่มอินทรียวัตถุหรือไถพรวนใต้ผิวดินก่อน SAP ทำงานได้ดีที่สุดในดินที่เตรียมพร้อมแล้วและรากเข้าถึงได้
อ้อยมักตัดได้ 2–4 ครั้งจากระบบรากเดิมก่อนปลูกใหม่ ในรอบ 2–3 ตอ:
การกระจายต้นทุนข้ามหลายฤดูเช่นนี้ทำให้ราคาต่อเฮกตาร์ต่อปีต่ำกว่าที่เห็นจากราคาต่อกิโลกรัม
ถ้าทำไร่อ้อยและต้องการคำแนะนำอัตราการใช้ที่เหมาะกับดินและระบบน้ำของคุณ ติดต่อเรา ยินดีให้คำแนะนำเรื่องวิธีใส่ ปริมาณ และการจัดส่ง
เผยแพร่โดย Green Regeneration 1954 Co., Ltd.
มีคำถามเรื่องเม็ดเจลอุ้มน้ำ หรือพร้อมสั่งซื้อ? ติดต่อเราได้เลย
ติดต่อเรา